วันพุธที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2555

ราชพฤกษ์ (ต้นดอกคูน)


ต้นราชพฤกษ์ (ดอกคูน)

ราชพฤกษ์ หรือ คูน (อังกฤษ: Cassia fistula) เป็นไม้ดอกในตระกูล Fabaceae เป็นพืชพื้นเมืองของเอเชียใต้ ตั้งแต่ทางตอนใต้ของปากีสถาน ไปจนถึงอินเดีย พม่า และศรีลังกา ดอกราชพฤกษ์เป็นดอกไม้ประจำชาติไทย นิยมปลูกเป็นไม้ประดับในพื้นที่เขตร้อนและกึ่งเขตร้อน เจริญเติบโตได้ดีที่สุดในที่โล่งแจ้ง สามารถปลูกได้ทั้งดินร่วนซุย ดินร่วนปนทราย ดินร่วนเหนียว ทนต่อความแห้งแล้งและดินเค็มได้ดี แต่ไม่ทนในอากาศหนาวจัด ซึ่งอาจติดเชื้อราหรือโรคใบจุดได้

ลักษณะ
ราชพฤกษ์เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง มีความสูง 10-20 เมตร ดอกขึ้นเป็นช่อยาว 20-40 เซนติเมตร แต่ละดอกมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 4-7 เซนติเมตร มีกลีบดอกสีเหลืองขนาดเท่ากัน 5 กลีบ ผลยาว 30-62 เซนติเมตร และกว้าง 1.5-2.5 เซนติเมตร มีกลิ่นฉุน และมีเมล็ดที่มีพิษเป็นจำนวนมาก

เกี่ยวกับชื่อ
ชื่อของราชพฤกษ์นั้นมีการเรียกแตกต่างกันออกไปในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่จะเรียกราชพฤกษ์ว่า คูน เนื่องจากจำง่ายกว่า (แต่มักจะเขียนผิดเป็น คูณ) ทางภาคเหนือเรียกว่า ลมแล้ง ทางภาคใต้เรียกว่า ราชพฤกษ์ ลักเกลือ หรือ ลักเคย ชาวกะเหรี่ยงและในกาญจนบุรีเรียกว่า กุเพยะ

การปลูกและการดูแลรักษา
การปลูก
ในช่วงแรกๆต้นราชพฤกษ์จะเจริญเติบโตได้ช้าในระยะเวลาประมาณ 1-3 ปีแรก หลังจากนั้นต้นราชพฤกษ์จะเจริญเติบโตเร็วขึ้น เปลือกจะเป็นสีน้ำตาลเรียบ มีรากแก้วยาวสีเหลือง และ มีรากแขนงเป็นจำนวนมาก เมื่อต้นราพฤกษ์มีอายุ 4-5 ปี จึงออกดอกและเมล็ด

 การดูแลรักษา

  • แสง ต้นราชพฤกษ์ต้องการแสงแดดจัด หรือกลางแจ้ง
  • น้ำ ต้นราชพฤกษ์ต้องการปริมาณน้ำน้อย ควรให้น้ำ 7-10 วัน/ครั้ง อายุประมาณ 4 ปี สามารถทนต่อสภาพธรรมชาติได้
  • ดิน ต้นราชพฤกษ์เจริยเติบโตได้ดีดินร่วนซุย ดินร่วนปนทราย ดินร่วนเหนียว
  • ปุ๋ย ต้นราชพฤกษ์นิยมใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักในการบำรุงรักษา อัตรา 2-3 กิโลกรัม/ต้น ควรใส่ปีละ 3-4 ครั้ง
  • การขยายพันธุ์ ต้นราชพฤกษ์นิยมขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่ง การเพาะเมล็ด วิธีที่นิยมและได้ผลดี คือ การเพาะเมล็ด
  • โรค ต้นราชพฤกษ์ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรค เพราะเป็นไม้ที่ทนทานต่อสภาพธรรมชาติพอสมควร
  • ศัตรู ต้นราชพฤกษ์มีศัตรูหนอนเจาะลำต้น (Stem boring caterpillars) จะมีอาการ ลำต้นหรือยอดเป็นรู เป็นรอยเจาะทำให้กิ่งหักงอ
  • การป้องกัน ต้นราชพฤกษ์ควรปลูกโดยรักษาความสะอาดบริเวณแปลงปลูก หรือกำจัดแมลงพาหะ ใช้ยาเช่นเดียวกับการกำจัด
  • การกำจัด ต้นราชพฤกษ์นิยมใช้ยาไดเมทโธเอท หรือ เมโธมิล อัตราและคำแนะนำระบุไว้ตามฉลาก
สรรพคุณ
ส่วนต่างๆ ของต้นราชพฤกษ์มีประโยชน์ดังนี้
  • ฝักแก่ เนื้อสีน้ำตาลดำและชื้นตลอดเวลา มีรสหวาน สามารถใช้เป็นยาระบายได้ โดยนำฝักมาต้มกับน้ำ และเติมเกลือเล็กน้อย ดื่มก่อนนอนหรือก่อนรับประทานอาหาร นอกจากนั้น ฝักแก่ยังมีสารที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทของแมลง เมื่อนำฝักมาบดผสมน้ำแช่ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 วัน สารละลายที่กรองได้สามารถฉีดพ่นกำจัดแมลงและหนอนในแปลงผักได้[1] ฝักแก่ใช้เป็นเชื้อเพลิงในการหุงต้มด้วยเตาเศรษฐกิจ มีขนาดที่พอเหมาะ ไม่ต้องผ่า เลื่อยหรือตัด เนื้อของฝักแก่ใช้แทนกากน้ำตาลในการทำหัวเชื้อจุลินทรีย์และจุลินทรีย์ขยาย
  • ฝักอ่อน สามารถใช้ขับเสมหะได้
  • ใบ สามารถนำมาใช้ในการฆ่าเชื้อโรคได้
  • ดอก แก้แผลเรื้อรัง

ความเชื่อ

-ต้นราชพฤกษ์เป็นต้นไม้มงคลนิยมใช้ประกอบพีธีที่สำคัญ เช่น พีธีเสาไม้หลักเมือง เป็นส่วนประกอบในการทำคฑาจอมพล และ ยอดธงชัยเฉลิมพลของกองทหาร ฯลฯ
-คนไทยในสมัยโบราณเชื่อว่า ควรปลูกต้นราชพฤกษ์ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของที่อยู่อาศัย เพื่อให้ผู้ที่อยู่อาศัยในบ้านเรือนมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นทวีคูณ ซึ่งความเป็นจริงคือทิศดังกล่าวจะได้รับแดดจัดตลอดช่วงบ่าย จึงควรปลูกต้นไม้ใหญ่เพื่อให้ลดความร้อนและทำให้ประหยัดพลังงานมากขึ้น
-คนไทยในสมัยโบราณยังมีความเชื่อว่าบ้านใดปลูกต้นราชพฤกษ์ไว้ประจำบ้านจะช่วยให้มีเกียรติมีศักดิ์ศรี ด้วยคนไทยส่วนใหญ่ยอมรับว่าต้นราชพฤกษ์เป็นต้นไม้ที่มีคุณค่าสูงและยังเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติไทยอีกด้วย นอกจากนี้มีความเชื่อว่า ใบของต้นราชพฤกษ์เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพราะในพิธีทางไสยศาสตร์ให้ใบทำน้ำพุทธมนต์สะเดาะเคราะห์ได้ผลดีดังนั้นจึงถือว่าต้นราชพฤกษ์เป็นไม้มงคลนาม

เกร็ดความรู้
  • ราชพฤกษ์เป็นต้นไม้ประจำ โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย นครปฐม (พระตำหนักสวนกุหลาบมัธยม)
  • ราชพฤกษ์เป็นดอกไม้ประจำ โรงเรียนสตรีนครสวรรค์
  • ราชพฤกษ์เป็นต้นไม้ประจำ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์, มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร, มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น และ วิทยาลัยทองสุข
  • ราชพฤกษ์เป็นดอกไม้ประจำ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, คณะวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
  • ราชพฤกษ์เป็นดอกไม้ประจำ โรงเรียนสตรีอ่างทอง
  • ราชพฤกษ์เป็นต้นไม้ประจำ โรงเรียนสาธิต "พิบูลบำเพ็ญ" มหาวิทยาลัยบูรพา
  • ราชพฤกษ์เป็นต้นไม้ประจำ โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี
  • ราชพฤกษ์เป็นต้นไม้ประจำ โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม จังหวัด นนทบุรี (ตั้งแต่ พ.ศ. 2450 รวมแล้ว กว่า 100 ปี)
  • ราชพฤกษ์เป็นต้นไม้ประจำ กลุ่มโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ นวมินทราชูทิศ ได้แก่ โรงเรียนนวมินทราชูทิศ กรุงเทพมหานคร โรงเรียนนวมินทราชูทิศ มัชฌิม โรงเรียนนวมินทราชูทิศ พายัพ โรงเรียนนวมินทราชูทิศ อีสาน โรงเรียนนวมินทราชูทิศ ทักษิณ โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ หอวัง นนทบุรี
  • ราชพฤกษ์เป็นต้นไม้ประจำ โรงเรียนยานนาเวศวิทยาคม
  • ราชพฤกษ์เป็นต้นไม้ประจำ โรงเรียนวัดพุทธบูชา
  • ราชพฤกษ์เป็นดอกไม้ประจำ จังหวัดขอนแก่น, จังหวัดนครศรีธรรมราช
  • ราชพฤกษ์เป็นดอกไม้ประจำ โรงเรียนละหานทรายรัชดาภิเษก



    • พริกขี้หนู

      พริกขี้หนู


      ชื่อสามัญ :          Bird Chilliชื่อวิทยาศาสตร์ :    Capsicum frutescens Linn.
      วงศ์ :                    SOLANACEAE
      ชื่ออื่น ๆ :                พริกแด้, พริกแต้, พริกนก, พริกแจว, พริกน้ำเมี่ยง (เหนือ-พายัพ), พริก, พริกชี้ฟ้า,พริกขี้หนู (ภาคกลาง-
                                              เหนือ), ดีปลี (ใต้-ปัตตานี), ดีปลีขี้นก, พริกขี้นก, ใต้ (ภาคใต้), ลัวะเจีย (แต้จิ๋ว), มะระตี้
                                    (สุรินทร์), ล่าเจียว (จีนกลาง), หมักเพ็ด (อีสาน)
      

      ลักษณะทั่วไป :
      ต้น :   เป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นมีความสูงประมาณ 45-75 ซม.

      ใบ :    เป็นใบเดี่ยว ออกตรงกันข้ามกัน ลักษณะใบจะกลมรี ตรงปลายจะแหลม

      ดอก : จะออกตรงง่ามใบเป็นกลุ่มประมาณ 1-3 ดอก เป็นสีขาว มีกลีบดอกประมาณ 5 กลีบ ส่วนเกสรตัวผู้จะมีอยู่ 5 อัน จะขึ้นสลับกบกลีบดอก เกสรตัวเมียมี 1 อันและมีรังไข่ประมาณ 2-3 ห้อง

      ผล :   ผลสุกจะเป็นสีแดง หรือแดงปนน้ำตาล ลักษณะผลมีผิวลื่นเป็นมัน ภายในผลนั้นจะกลวง และมีแกนกลาง รอบ ๆ แกนจะมีเมล็ดเป็นสีเหลืองเกาะอยู่มากมาย และเมล็ดจะมีรสเผ็ด

      การขยายพันธุ์ :  โดยการเพาะเมล็ด

      สรรพคุณ :
      ผล     ใช้ปรุงรสอาหาร ช่วยเจริญอาหาร และรักษาอาการอาเจียน รักษาโรคหิด กลาก รักษาโรคบิด โดยการใช้พริกสด 1
      เม็ด หรือมากกว่านั้นใช้กิน และอาการปวดบวมเนื่องจากความเย็นจัด โดยใช้ผงพริกแห้งทำเป็นขี้ผึ้ง หรือสารละลาย
      แอลกอฮอล์ใช้ทา

      อื่น ๆ พรรณไม้นี้เป็นพรรณไม้สวนครัวที่ขาดกันไม่ได้ เป็นพรรณไม้ที่ขึ้นง่าย แต่บำรุงรักษายาก เพราะใบอ่อนของพริกอร่อย
      ทำให้แมลงต่าง ๆ ชอบกิน ผลแรกผลิใช้ผสมกับผักแกงเลียงช่วยชูรส ส่วนผลกลางแก่ใช้ใส่แกงคั่วส้ม
      จะได้อาหารที่มีรสเปรี้ยวอ่อน ๆ เพราะมีวิตามีซี และไส้พริกจะมีสารแคบไซซิน ที่ให้ความเผ็ดและมีกลิ่นฉุนเผ็ดร้อน
      เป็นเครื่องปรุงอาหารช่วยชูรส ใส่น้ำพริก ยำ ทำเป็นน้ำปลาดองและยังเป็นยาช่วยกระตุ้นทำให้เจริญอาหาร บำรุงธาตุ
      หรือใช้ภายนอกเป็นยาทาถูนวดลดอาการไขข้ออักเสบ

      ถิ่นที่อยู่ : พรรณไม้นี้มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบอเมริกาเขตร้อน


      ข้อมูลทางคลีนิค :
      คุณค่าทางอาหาร คุณค่าทางอาหารในส่วนที่รับประทานได้ 100 กรัม ประกอบด้วย   

      Cal Moist ure Protein Fat CHO Fibre Ash . Ca P Fe  A.I.U B1  B2 Niacin C
      Unit % Gm. Gm. Gm. Gm. Gm mg. mg. mg. mg. mg. mg. mg.
      พริกขี้หนู 54 81.9 3.4 1.4 7.1 5.2 0.9 4 14 12 2417 0.29 0.11 1.5 44



      ความลับของพริกขี้หนู

      -  แก้ปวดหัว ปวดหัวเนื่องมาจากไข้หวัด หรือตััวร้อน ใช้ใบพริกขี้ หนูสดๆ ตำกับดินสอพองปิดขมับ
      -  แก้เจ็บคอเสียงแหบใช้น้ำต้มหรือยาชงพริกขี้หนูกลัวคอแก้เจ็บคอและเสียงแหบได้โดยใช้พริกขี้หนูป่น๑หยิบมือ 
            เติมน้ำเดือดลง ไป ๑ แก้ว ทิ้งไว้พออุ่น ใช้น้ำกลัวคอ
      -  ช่วยขับลม  แก้อาหารไม่ย่อย เจริญอาหาร โดยกินพริกขี้หนูสวน รักษากระเพาะที่ไม่มีกำลังย่อยอาหาร
      -  แก้ปลาดุกยักใช้พริกขี้หนูสดเขียวหรือแดงก็ได้ ขยี้ตรงที่ปลาดุก แทงจะหายปวด ขยี้แล้วจะรู้สึกเย็น(ธรรมดาพริกขี้หนูร้อน) ไม่บวม
            ไม่ฟกช้ำด้วย
      -  แก้เท้าแตกใช้พริกขี้หนูทั้ง ๕ ปูนขาว สื่งละพอควร เอาไปต้ม เอาน้ำมาแช่เท้าที่แตก ถ้าไม่หายเอาต้นสลัดได รากหนอนตากยาก
           ใส่ลงไปด้วย
      แก้บวม  ใบพริกขี้หนู บดผสมนำ้มะนาว พอกบริเวณที่บวม
      รักษาแผลสดและแผลเปื่อย  ใช้ใบพริกขี้หนู ตำพอกรักษาแผล  
           สดและแผลเปื่อย(อย่าใช้พริกขี้หนูปิดแผลมากเกินไปเพราะจะทำให้ร้อน
      - ใบ้ใบเป็นอาหาร  ใบพริกขี้หนูมีคุณค่าทางอาหารสูงมาก เพราะมี ธาตุ แคลเซี่ยม ฟอสฟอรัส ไวาตามินเอ และบีอยู่มาก บำรุงกระดูก
           บำรุง ประสาท
      แก้พิษตะขาบและแมลงป่องกัด  ใช้พริกขี้หนููแห้ง ตำผงละลาย น้ำมาะนาว ทาแผลตะขาบกัด แมลงป่องต่อย หายเจ็บปวดดีนัก
      มดคันไฟกัด   ใช้ใบหรือดอกพริกขี้หนูก้ได้ ถูบริเวณถูกกัด หายแล

      **รักษาอาการบวม ฟกช้ำ ให้ใช้พริกขี้หนูที่แก่จัดเป็นสีแดงแล้วตากแห้งนำมาบดเป็นผงให้ละเอียดแล้วเทลงในวาสลินที่เคี่ยวจนเหลว
          กวนให้เข้ากัน แล้วนำไปเคี่ยวอีกจนได้กลิ่นพริก ใช้สำหรับทาถู รักษาอาการเคล็ด ถูกชน ฟกช้ำดำเขียว และอาการปวดตามข้อ
          ให้ทาตรงบริเวณที่เป็นวันละครั้ง หรือสองวันต่อครั้ง

      ** รักษาอาการปวดตามเอวและน่อง ให้ใช้ผงพริกขี้หนูและวาสลิน หรือผลพริก วาสลิน และแป้งหมี เติมเหล้าเหลืองจำนวนพอประมาณ 
       แล้วคนให้เป็นครีม ก่อนที่จะใช้ ให้ทาลงบนกระดาษแก้วปิดบริเวณที่ปวด ใช้พลาสเตอร์ปิดโดยรอบ จะมีอาการทำให้เหงื่อออก
      การเคลื่อนไหวคล่องแคล่วขึ้น และรู้สึกหายปวด จากการตรวจสอบพบว่า ตามบริเวณที่พอกยาจะมีความรู้สึกร้อน  และการไหลเวียนของโลหิต เพิ่มขึ้น
      

      ข้อมูลทางเภสัชวิทยา :
      - สารสกัดจากพริก ใช้ทาลงบนผิวหนังจะทำให้หลอดเลือด ตามบริเวณนั้นขยายตัว และการไหลเวียนของเลือดเพิ่มขึ้น
          ถ้าใช้มากเกินไปอาจจะทำให้ระคายเคืองได้

       - ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียและฆ่าแมลง แคปซายซินจะมีผลยับยั้งเชื้อ Bacillus cereus และเชื้อ Bacillus subtilis แต่ไม่มีผลต่อเชื้อ
          Bacillus aureus และเชื้อ Bacillus coli นอกจากนี้สารที่สกัดจากพริก โดยวิธีการต้มด้วยน้ำ จะมีฤทธิ์ในการฆ่าแมลง

      - ฤทธิ์ต่อระบบทางเดินอาหาร แคปซายซิน ทำให้เจริญอาหาร และกินอาหารได้มากขึ้น พริกสามารถช่วยกระตุ้นทำให้การเคลื่อนไหว
          ของกระเพาะอาหารสุนัขเพิ่มขึ้นและน้ำสกัดที่ได้จากพริก จะช่วยลดการบีบตัวของลำไส้เล็กส่วนปลาย ileum
         ของหนูตะเภาที่เกิดจากอะเซทิลโมลีนและฮีสตามีนได้ส่วนแคปซายซิน จะเพิ่มการบีบตัว ของลำไส้เล็กส่วนปลาย ileum ของหนูตะเภา
          แต่ถ้าให้แคปซายซินซ้ำอีกครั้งในขนาดเท่า ๆ กัน จะมีผลน้อยมากหรือไม่มีผลเลย

       **ผลต่อระบบไหลเวียนโลหิต แคปซายซิน ที่สกัดจากพริก สามารถกระตุ้นหัวใจห้องบนของหนูตะเภา
          แต่เมื่อฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำของแมวและสุนัข จะทำให้ความดันโลหิต และหัวใจเต้นช้า หายใจขัด และอาการพวกนี้จะหายไป
          เมื่อเราตัดเส้นประสาทเวกัสออก (Vagotomy) ส่วนแคปซายซิน จะเพิ่มความดันโลหิตในแมว ที่ถูกตัดหัวออก (decapitated cat)
          ถ้าฉีดเข้าในหลอดเลือดดำของแมวที่ถูกวางยาสลบ จะทำให้ความดันโลหิตในปอดสูงขึ้น  แต่เมื่อฉีดเข้าบริเวณหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจโดยตรง จะทำให้หลอดเลือดนั้นหดตัว และฤทธิ์ของแคปซายซินต่อหัวใจ ห้องบนของหนูตะเภานั้นจะเพิ่มทั้งความเร็ว และความแรงในการเต้น

       **ฤทธิ์อื่น ๆ หลังจากกินอาหารที่ใช้พริกขี้หนูแก่จัดสีแดงเป็นเครื่องปรุงแต่งนานประมาณ 3 สัปดาห์ จะทำให้สารกลุ่มคอรืติโซน  ในพลาสมาเพิ่มขึ้น และปริมาณที่ขับออกทางปัสสาวะก็จะเพิ่มขึ้น ส่วนสารที่สกัดได้จากพริก ถ้าฉีดเข้าช่องท้องของหนูถีบจักร จะมีฤทธิ์กดประสาท ทำให้เดินเซ เล็กน้อย และชักตายได้ เมื่อฉีดเข้าหลอดเลือดจะมีฤทธิ์กระตุ้นมดลูกของหนูขาว และมีฤทธิ์กระตุ้นปลายประสาทรับความรู้สึกทั่วไป

      ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก :

      โป๊ยเซียน

      โป๊ยเซียน


      โป๊ยเซียน (ชื่อวิทยาศาสตร์: Euphorbia milli Desmoul) เป็นหนึ่งในไม้มงคล ชื่อสามัญของมันคือ Crown of thorns, Christ Thorn จัดอยู่ในวงศ์ Euphorbiaceae อยู่ในสกุล Euphorbia ซึ่งเป็นสกุลเดียวกับพืชหลายชนิด เช่น ต้นคริสต์มาส ส้มเช้า และกระบองเพชรบางชนิด
      โป๊ยเซียน มาจากภาษาจีน แปลว่าเทพยดาทั้ง 8 องค์ ได้แก่ เซียนทิก๋วยลี้ เซียนฮั่นจงหลี เซียนลือท่งปิน เซียนเจียงกั๋วเล้า เซียนหลันไฉ่เหอ เซียนฮ่อเซียนโกว เซียนหันเซียงจือ เซียนเชาก๊กกู๋ เชื่อกันว่า ถ้าบ้านใดมีดอกโป๊ยเซียนครบ 8 ดอก จะนำความโชคดีมาให้แก่บ้านของผู้นั้น

      ลักษณะโดยทั่วไป
      ใบยาวรี ปลายใบจะแหลม ออกดอกเป็นกลุ่มๆ แต่ละดอกจะมีกลีบอยู่ตรงข้ามกัน ดอกโป๊ยเซียนมีหลายสี เช่น แดง เหลือง ชมพู ส้ม ขาว เป็นต้น ดอกโป๊ยเซียนจะออกดอกทั้งปี แต่ออกมากในหน้าหนาว และดอกจะทนมาก ลำต้นมีหนามแหลม และแข็งคล้ายกระบองเพชร

      การขยายพันธุ์โป๊ยเซียน
      สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การปักชำ การตอนกิ่ง การเสียบกิ่ง และการเพาะเมล็ด แต่ที่นิยมทำมากและได้ผลดีคือ การปักชำ และการเสียบกิ่ง

      การดูแลรักษา
      เนื่องจากโป๊ยเซียนเป็นพืชมงคล ผู้ปลูกจึงควรดูแลรักษามากเป็นพิเศษเพราะมันมีคุณค่าทางจิตใจ ผู้ปลูกจึงควรปลูกในสภาพแวดล้อมที่ดี และควรจะมีการดูแลรักษาที่ดีด้วย

      ดินที่นำมาปลูก ควรเป็นดินร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี ไม่เช่นนั้นรากโป๊ยเซียนอาจเน่าได้ ที่สำคัญควรเปลี่ยนดินทุกๆปี

      แสงแดด โป๊ยเซียนเป็นพืชที่ชอบแดด จึงควรให้โป๊ยเซียนได้รับแสงแดดที่เพียงพอ ถ้ามากไปดอกจะเล็ก แต่ถ้าน้อยไปดอกจะโต ต้นจะไม่แข็งแรง

      น้ำ โป๊ยเซียนทนต่อสภาพแล้งได้ดีพอสมควร จึงไม่จำเป็นต้องให้น้ำทุกวัน ถ้าโป๊ยเซียนอยู่ในช่วงออกดอก ไม่ควรรดน้ำที่ดอกเพราะจะทำให้ดอกเน่าและร่วงเร็ว และหากรดน้ำมากเกินไป จะทำให้โป๊ยเซียนเป็นโรครากเน่า และเกิดเชื้อราขึ้นในดินที่ใช้ปลูก

      ปุ๋ย สามารถใส่ได้ทั้งปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ โดยปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยคอกหรือ ปุ๋ยหมักจะทำให้ดินร่วนซุย ควรให้ปุ๋ยแก่โป๊ยเซียนเดือนละ 1-2ครั้ง

      การตัดแต่งกิ่ง โป๊ยเซียนบางพันธุ์อาจแตกกิ่งออกมามาก ทำให้ใบอาจจะไปปิดบังแสง แล้วทำให้อากาศไม่ถ่ายเท จึงควรมีการตัดแต่งกิ่งทั้งเพื่อให้อากาศถ่ายเทสะดวก และเพื่อความสวยงาม นอกจากนี้กิ่งที่ตัดออกมายังสามารถนำไปขยายพันธุ์ต่อได้อีกด้วย

      ที่มาhttp://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B9%8A%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99_(%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A)

      วันพฤหัสบดีที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2555

      ต้นนุน

      ต้นนุ่น

      ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ceiba pentandra  (L.)Gaertn.
      วงศ์ :  Bombacaceae
      ชื่อสามัญ : White silk cotton treeชื่ออื่น :  ง้าว  งิ้วน้อย  งิ้วสร้อย  งิ้วสาย (เหนือ)

      ลักษณะ : ไม้ยืนต้น สูง 10-20 เมตร ลำต้นกลม ผิวเรียบ แตกกิ่งรอบต้น ขนานกับพื้นดิน ใบประกอบแบบนิ้วมือ มีใบย่อย 5-7ใบ แผ่นใบรูปรีแกมรูปหอก ขนาด 2.5 - 4 x 8 - 14 เซนติเมตร ผิวใบเรียบ ขอบใบเรียบ ปลายใบเรียวแหลม โคนใบรูปลิ่ม ดอกออกเป็นกระจุกอัดกันแน่นที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาวนวล ผลรูปกระสวย หัวท้ายเรียวแหลม ผิวเรียบ ขนาด 5 x 10-15 เซนติเมตร เมื่อแก่แตกออกเป็น 5 แนว เมล็ดรูปร่างกลม สีน้ำตาลดำ มีเส้นใย สีขาวหุ้มเมล็ด  
      ประโยชน์ :  นุ่นเป็นพันธุ์ไม้นำเข้าจากต่างประเทศ มีถิ่นกำเนิดในป่าเขตร้อนของประเทศเปรู มีปลูกในประเทศไทยเพื่อใช้ปุยจากผลทำหมอนและที่นอน ออกดอกระหว่างเดือนมกราคมถึงมีนาคม นอกจากนี้เมล็ด สกัดเป็นน้ำมันพืช กากที่เหลือใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ไส้นุ่น ใช้เพาะเห็นฟาง เนื้อไม้นุ่น ทำกระสวนทอผ้า เยื่อกระดาษ ส้นรองเท้า ราก ใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์

      ที่มาของข้อมูล : ชูศรี ไตรสนธิ, ปริทรรศน์ ไตรสนธิ  : พรรณไม้ใน
                              มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  2547


       http://www.touristcheckin.com

       http://www.prakunrod.com/default.aspx?aid=8448


       http://www.azaythai.com/064

      http://www.thaibestjobs.com/affiliate/1375






      http://www.silkspan.com/car_loan/detail_pl_tisco.asp?typedealer=touristcheckin&banner=


       http://www.siambodycare.com?acc=9be40cee5b0eee1462c82c 6964087ff9



      วันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2555

      ดอกยูคาลิปตัส

      ดอกยูคาลิปตัส




      ชื่อวิทยาศาสตร์ Eucalyptus globulus  Labill. (Eucalyptus citriodora Hook.)

      ชื่อสามัญ  Eucalyptus

      วงศ์ MYRTACEAE

      ชื่ออื่น :  โกฐจุฬารส น้ำมันเขียว มันเขียว

      ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ยืนต้น สูงประมาณ 10-25 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มหนาทึบ ค่อนข้างกลม ลำต้นเปลาตรง เปลือก เปลือกหุ้มลำต้น มีลักษณะเรียบเป็นมัน มีสีเทาสลับสีขาวและน้ำตาลแดงเป็นบางแห่ง เปลือกนอกจะแตกร่อนเป็นแผ่นหลุดออกจากผิวของลำต้น เมื่อแห้งจะลอกออกได้ง่ายในขณะสด ใบ ใบเป็นใบเดี่ยว (simple leaf) เรียงสลับ เป็นรูปหอกยาว 3-12 นิ้ว กว้าง 0.5-0.8 นิ้ว ก้านใบยาว ใบสีเขียวอ่อนหม่นๆ ทั้งสองด้าน ใบห้อยลง เส้นใบมองเห็นได้ชัด ดอก ดอกออกเป็นช่อ ตามข้อต่อระหว่างกิ่งกับใบ มีก้านดอกเรียวยาว มีก้านย่อยแยกไปอีก ออกดอกเกือบตลอดปี ผล ผลมีลักษณะครึ่งวงกลมหรือรูปถ้วย ผิวนอกแข็ง เมื่ออ่อนจะมีสีเขียว และจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเมื่อแก่ เมื่อผลแก่ปลายผลจะแยกออก

      ส่วนที่ใช้: ใบสด น้ำมันที่กลั่นได้จากใบสด

      สรรพคุณ :  
      • เป็นยาแก้ไอ ขับเสมหะ บรรเทาอาการข้ออักเสบ
      • ไล่ หรือ ฆ่ายุง แมลง
      วิธีและปริมาณที่ใช้
      • เป็นยาแก้ไอ ขับเสมหะ
        ใช้น้ำมันที่กลั่นได้จากใบสด 0.5 มิลลิลิตร (8 หยด) รับประทาน หรือทำยาอม
      ไล่หรือฆ่ายุง  แมลง
      ใช้ใบสด 1 กำมือ ขยี้ กลิ่นน้ำมันจะออกมาช่วยไล่ยุงและแมลง



      ที่มา :  http://www.the-than.com/FLower/Fl-1/163/163.html

       http://www.touristcheckin.com

       http://www.prakunrod.com/default.aspx?aid=8448


      วันเสาร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2555

      มาดูดอกไม้สีขาวกันคะว่ามีอะไรบ้าง

      ดอกไม้สีขาว

                   ดอกไม้สีขาวมีเยอะพอสมควร สำหรับผู้ที่ต้องการทราบว่าดอกไม้สีขาว บ้านเรามีอะไรบ้างก็สามารถดูได้จากภาพที่นำมาลงให้ท่านผู้อ่านได้ชมกันนะคะ

      ไม้ดอกสีขาว   ดูบริสุทธิ์            สง่าน่าชื่นชม
      ใครๆ เห็น        ก็ชม                   ว่างามยิ่ง
      แต่ละต้น         ออกดอกสวย      ผีเสื้อโบยบิน
      ต่างถวิล          หาน้ำหวาน         ในดอกงาม

      

      
      
      ดอกจำปี
        
      ดอกกล้วยไม้


      ดอกจำปีแขก

      ดอกจำปูน

      ดอกชะลูดช้าง

      ดอกชำมะนาด

      ดอกซ่อนกลิ่น

      ดอกเดหลี (กวักทรัพย์)

      ดอกตะลุมพุก


      ดอกตีนเป็ดทราย

      ดอกทิวาราตรี

      เทียนกิ่ง

      นางแย้ม

      โนรา

      บัวหลวง


      บัวผัน

      บัวฝรั่ง

      บัววิกตอเรีย

      บัวสวรรค์

      บุนนาค

      บุหงาลำเจียก

      พลับพลึง

      พวงแก้วมณี

      พยอม

      พุดแคงอน

      พุดฝรั่ง

      พุทธชาดหลวง



      พุทธชาด

      พุทธชาดก้านแดง

      พุทธชาดหลวง

      มณฑา

      มหาหงส์

      มังดาน

      มะลิฉัตร

      มะลิซ้อน

      มะลิถอด

      มะลิวัลย์

      มะลิไส้ไก่

      มะลิหลวง

      มะลุลี

      โมก

      รสสุคนธ์

      ราชาวดี

      รำเพย

      ลดาวัลย์

      มะลิลา


      ยี่หุบ

      หิรัญญิการ์

      ราตรี

      ลั่นทมขาว(ลีลาวดีสีขาว)

      สัตยบรรณ

      สายน้ำผึ้ง

      สีเสียดเหนือ

      เสี้ยนดอกขาว

      หนามแดง

      หอมหมื่นลี้

      หีบไม้งาม

      กุหลาบขาว

      บุหงาสำหรี่

      พุดซ้อน

      เกล็ดกระโห้ด่าง

      คัดเค้า

      ไคร้ย้อย

      ไข่ดาว

      เข็มหอม

      กล้วยไม้แคทรียา ควีนสิริกิติ์


      กันเกรา

      กรรณิการ์

      ดอกแก้ว

       http://www.touristcheckin.com

       http://www.prakunrod.com/default.aspx?aid=8448
       http://www.azaythai.com/064
      http://www.thaibestjobs.com/affiliate/1375




       http://www.silkspan.com/car_loan/detail_pl_tisco.asp?typedealer=touristcheckin&banner=


       http://www.siambodycare.com?acc=9be40cee5b0eee1462c82c 6964087ff9